คนแอนะล็อกในประเทศดิจิตัล
เพราะประโยคเดียว
ทำไมอยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาจะไปอเมริกา
มีหลายคนสงสัย โดยเฉพาะปีนี้ที่ดูเหมือนว่า
จะมีความวุ่นวายเกินการเป็นคนเกษียณซะแล้ว
ก็เกิดจากการ์ดคริสตมาสจากเพื่อนอเมริกันคนนึงแหละค่ะ
เค้าเขียนถามว่า มีแผนจะไปอเมริกามั้ย (ตอนอ่าน ก็ตอบในใจว่า ไม่มีจ้ะ)
แล้วเพื่อนก็เขียนต่อไปอีกว่า ‘อยากให้มาตอนที่ Mom
ยังอยู่กับเรานะ’
เท่านั้นแหละ
ต่อมบางอย่างในตัวถูกกระตุกอย่างแรง จนลุกขึ้นว่า คิดจริงจัง และคุยกับที่บ้านว่า
อาจจะถึงเวลาไปอเมริกาซะที
พอเพื่อนและ Mom รู้ว่า
อาจจะไป เป็นอันเห็นภาพชัดเจนว่า คงต้องจริงจังแน่นอน เพื่อนก็บอกว่า
สะดวกต้นเดือนตุลานะจ๊ะ
จัดเต็มเตรียมไปมอนตานา
พอเริ่มวางแผน
ก็มีเรื่องเตรียมการกระจุกกระจิกเต็มไปหมด ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก
รัฐที่จะเป็นจุดแรกก่อนจะไปหา Mom เพราะไหนๆ จะไปทั้งที
ไกลก็ไกลและต้องยอมรับว่าค่าเครื่องบินเป็นปัจจัยนึงที่ทำให้ไปกันใหญ่ ......เพิ่มการแวะบางรัฐที่ต่างกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก
มองออกนอกตัว (อีกแล้ว)
เจ้าหน้าที่เช็คอินที่ ANA บอกว่า สามารถเข้าเล้าจน์ได้แห่งใดแห่งหนึ่งใน 3 แห่ง
(BR, Thai, Miracle) ฉันเล็งไว้ที่การบินไทยเพราะคุ้นเคยดี
ไปถึงปรากฎว่า เขียนว่า ‘ปิด’ ให้ไปเข้าที่ฝั่งตรงข้าม
เดินไปฝั่งตรงข้าม ก็เห็นป้ายบอกแบบเดียวกัน ปรากฎว่า ที่จริงแล้ว เราเองไปถึงเช้าเกินไป
เล้าจน์ยังไม่เปิด เลยเหมือนจำต้องไป Miracle ที่เปิด 24
ชั่วโมง
นึกตามประสาคนชอบนึกไปเรื่อยว่า
เจ้าหน้าที่ที่เช็คอินน่าจะให้ข้อมูลเรื่องนี้ได้บ้าง ก็จะทำให้สะดวกขึ้น แต่มานึกอีกที
ไม่แน่ใจว่า เขาใส่ข้อมูลในใบ voucher แล้วเราไม่อ่านเองป่าว?
มักมอง ‘ออก’ นอกตัว ลืมมอง ‘ตัวเอง’ ว่าได้อ่านครบถ้วนแล้วยัง
หรือเป็นคนเรียนได้ดีด้วย ‘หู’ มังคะ
เป็นซะแบบนี้อยู่บ่อยๆ แป่ว!
เครื่อง ANA เป็นดิจิทัลนะจ๊ะ
ตอนบินขาแรกจากไทยไปญี่ปุ่น
มองรอบๆแล้วก็นึกว่า ‘เอ่อ! ชีวิตนี้ถ้าหน้าต่างมีเซ็นเซอร์ก็คงสะดวกน่าดู
ไม่ต้องให้แอร์โฮสเตสมาคอยประกาศให้เปิด-ปิดเหมือนที่สายการบินแห่งชาติของเราทำเสมอมา
แต่ปรากฎว่าหลับไปปั๊บเดียว พอลืมตา เห็นหน้าต่างมืดโดยไม่มีม่านหน้าต่าง เขามีปุ่มให้กดเพื่อให้ค่อยๆมืดลง
ที่ดีตามประสาญี่ปุ่น จะมี color code ให้รู้ว่า
เรากดไปที่จุดไหนแล้ว เหมือนกับการเลื่อนเก้าอี้ให้กลับมาเป็นนั่งตรง
เมื่อทำได้สุดแล้ว ไฟสีฟ้าขึ้นมาเลย “Cool อ่ะ!”
อีกหนึ่งที่ ‘Cool’ ก็ในห้องน้ำ ที่ใช้เซนเซอร์
ไม่ต้องใช้มือไป flush แต่เอาฝ่ามือไปใกล้ๆ
ก็ปฏิบัติการให้เราเรียบร้อย ที่บอกว่าเชื้อโรคมากสุด ก็ตรงที่จับชักโครก
เป็นอันหมดปัญหาไป
มีดิจิทัลไม่เยอะ
ให้ค่อยๆเรียนรู้ มันตื่นตาตื่นใจ และอุ่นใจดีนะเนี่ย!
บินบนฟ้าขึ้นไหว้พระจันทร์
อยู่ดีๆ
ก็นึกอยากมองออกนอกหน้าต่าง ทำให้ใจรู้สึก ‘โหวงๆ’ ขึ้นทันที เห็นพระจันทร์เด่นเป็นสง่าอยู่ใกล้ๆ
เลยคิดจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูบ ปรากฎว่าก่อนถ่าย มองรอบๆว่า นี่เป็นไฟดวงๆ
หรือ พระจันทร์หว่า?
พระจันทร์จริงๆ
ช่างเป็นการอยู่บนฟ้าที่เหมาะเหม็ง
ขอบคุณตัวเองนิดๆที่ช่างเลือกวันไปอเมริการโดยไม่ได้คิด แต่เป็น serendipitous
sight สุดๆ
งง ๆ กับระบบ
แล้วก็ถึงซีแอตเติลจนได้อย่างไม่ทันสะบักสะบอม
รับกระเป๋าเมื่อผ่าน Customs ซึ่งก็ไม่ได้ขอเปิดดูเลย
การเขียนไปตรงๆว่ามี ‘Thai snacks + candies’ อาจทำให้ผ่านไปโดยง่ายก็ได้
(แต่เพิ่งค้นพบทีหลังว่า กระเป๋าของเราถูกสุ่มตรวจ เพราะมีใบแจ้งว่า
มีการเปิดตรวจจาก TSA) พอจะออกจากบริเวณรับกระเป๋า ก็เกิดงง ๆ
เพราะถูกกำหนดให้สละรถเข็น แล้วเขาก็ส่งกระเป๋าเราไปไหนมิรู้ได้ พูดไล่หลังว่า
ให้ไปเอาที่ carousel No. 1 ได้แต่คุยกับตัวเองว่า นี่คืออะไรหว่า
กลับไปถามใหม่ พอเห็นว่าบางคนทำไมเอากระเป๋าไปกับตัว เขาไม่ได้อธิบายมากไปกว่า
บอกเหมือนเดิมให้ไปเอากระเป๋าที่ carousel No. 1 เมื่อยังไม่ชัดเจนกับคำตอบ
ก็เลยถามเจ้าหน้าที่คนอื่นอีกคน จนได้คำตอบที่พอใจ จึงนั่งรถไฟไปรับกระเป๋า
แล้วได้คิด 2 เรื่อง
1.
ความเป็นคนช่างถาม
ก็เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เราหยุดความสงสัย
ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เหมือนจะธรรมดาสำหรับคนอื่น แต่งงๆสำหรับเรา
2. การให้บริการส่งกระเป๋าไปที่ปลายทาง
(จริงๆ) เป็นวิธีการจัดการที่ดีที่ช่วยคนที่มีกระเป๋าหลายใบ หรือกระเป๋าที่มีน้ำหนักมาก
และเอาไปด้วยตนเองไม่ได้หรือไม่สะดวก โดยมี smart cart ให้ใช้ฟรีในช่วงต้น
ซีแอตเติล เมืองแรกที่ไปพัก
ที่พักในซีแอตเติลเป็นบ้านของน้องฟุลไบรท์ชื่อระวี
เป็นไทยอเมริกันที่พูดไทยได้ดีมาก บ้านหลังนี้อยู่นอกเมืองไปนิดนึง บรรยากาศดี
หายใจทีก็เต็มปอด มองไปที่ถนนก็จะเห็นต้นสนหลายหลากชนิดที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นคริสต์มาสขึ้นมาทันที
เป็นบริเวณที่เดินได้อย่างมีความสุขกับอากาศและทิวทัศน์
และเป็นการไปพักที่นอกจากจะเรียนรู้ชีวิตครอบครัวรุ่น M แล้วยังมีหลายเรื่องใหม่ๆที่ทำให้ต่อมเรียนรู้ตึ๊กๆตั๊กๆด้วยความสนุก
ชีวิตนี้มีแต่ Alexa
ประทับใจกับ Alexa ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ
อ่านจากหนังสือหรือบทความมาก่อนก็ยังนึกภาพไม่ออกว่า จริงๆคืออะไร แต่เห็นกระบอกกลมๆตั้งอยู่และหมุนพร้อมมีไฟขึ้น
เมื่อเจ้าของพูดด้วย โลกนี้น่าพิศวงจัง
ระวีพูดกับ Alexa
ตลอด ระหว่างทำอาหารเย็น “Alexa 4 minutes” “Alexa
cancelled” “Alexa weather forecast”…. รู้สึกว่า Alexa จะทำงานได้อย่างน่าทึ่ง แถมไม่เลี่ยง ไม่เกี่ยงงาน และไม่เถียงเลย
คนจะตกงานกันเยอะ
และคนก็จะติดไอ้เจ้าเครื่องทรงกระบอกมากขึ้นตามไปด้วยมั้ยน้า
พฤติกรรมการใช้ชีวิตจะปรับเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ยังเป็นโลกพิศวงจริงๆ
เพื่อให้รู้มากขึ้น
ตอนนี้มีน้อง Alexa มาเป็นเพื่อนในห้องนอนที่บ้านแล้ว และได้นำนางไปโชว์ตามงานที่ไปพูดอีกด้วย
สวนของชุมชน
คุณภาพชีวิตของคนอเมริกันในบางด้านก็น่าทึ่งมาก
ระวีพาไปดูสวนของชุมชนซึ่งก็เป็นของระวีอยู่แปลงนึงด้วย แต่ละแปลงต้องจ่ายค่าน้ำให้กับชุมชนทุกปีเท่านั้นเดินไปก็ถามไปว่า
ใครมาดูแล แต่ที่แน่ๆ สวนของชุมชนเป็นพื้นที่ที่น่าไปเดินอีกแห่งนึง
แต่ละบ้านจะมีแปลงของตนเองไว้ปลูกผักสวนครัว
หรือดอกไม้ ตามแต่ใจจะชอบ ตอนไปถึงก็เห็นผู้สูงอายุ 2-3 คน ก้มๆเงยๆ ตัดแต่งกิ่ง หรือพรวนดินอยู่อย่างขมีขมัน
ดูเป็นคนใช้เวลากับงานอดิเรกที่ได้ทั้งการออกกำลังกายกับการฝึกสติไปในตัว
เรากลับบ้านพร้อมฟักทองและฟักเขียวลูกใหญ่พอควร
ผักสลัดขนาดย่อม เป็นอาหารเย็นได้เลย
อดคิดไม่ได้ว่า
เมืองไทนจะทำแบบนี้ได้มากน้อย เราจะเก็บผลผลิตของเราในแปลงของเรา
โดยไม่มีคนมาลักลอบเด็ดไปจนหมดเกลี้ยงหรือเปล่าน้า ที่นั่น
ก็มีคนไปแอบเก็บอยู่บ้าง แต่เอาไปแค่พอกิน
แล้วก็คิดต่อไปอีกว่า
ทำไมคนไทยมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งชองชุมชนที่ตนอยู่ไม่ค่อยมากหรือเปล่า
หรือฉันฟุ้งมากไปตามเคย
ดีที่รู้จักอ่านและจำ
ระวีพาไปกินมื้อกลางวันกับครอบครัวที่ร้านพิซซาแห่งหนึ่ง
เป็นที่ที่ได้โอกาสไปเข้าห้องน้ำ ทางไปก็ดูลึกลับนิดหน่อย แต่มีการบอกทางชัดเจน
แล้วมีป้ายเขียนว่า ห้องน้ำผู้หญิง 7500 เห็นปุ๊บก็งงๆ
แต่ก็นึกไงไม่รู้ ก็จำมันไว้ ไปถึงจุดหมาย
เห็นหน้าห้องน้ำมีปุ่มให้กดตัวเลขเข้าห้องน้ำ โชคดีชะมัดที่จำได้ขึ้นใจ
ภารกิจเสร็จสมความตั้งใจแบบไร้ความตระหนกหรือวุ่นวาย
ทั้งยังภูมิใจที่เรานี้ก็รู้จักอ่านและสังเกตนะเนี่ย
Starbucks Reserve และ Starbucks
ร้านแรก
ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะยอมลงทุนดื่มกาแฟแพง
เพื่อไปดูว่า Starbucks Reserve ที่ว่าหรูขนาด จะขนาดไหน
พอได้เข้าไป ก็อลังการงานสร้างจริงๆ คนก็เยอะ เส้นทางการผลิตกาแฟก็มีให้เห็นเต็มรูป
และแต่ละจุดของร้าน มีกาแฟพร้อมขนม หรืออาหารที่แตกต่างกันให้ดู
และเลือกจนเลือกไม่ถูกเอาเลย เช่น กาแฟช่วงนี้เป็นของละตินอเมริกา เป็นต้น
แล้วร้านกาแฟก็มีบาร์ เหล้า และขายชาด้วย มุมที่น่าสนใจอีกมุม คือของฝาก ที่แพงก็คือเครื่องทำกาแฟที่ราคาหลายร้อยเหรียญ
มาถึงกระติกน้ำ แก้วกาแฟ ที่ราคาเหลือ 10 กว่า - 20 กว่าเหรียญ
มีตัวย่อว่า
‘R’
(จาก Reserve) ที่ทำให้สามารถดึงราคาของให้สูงขึ้นตามความไฮโซด้วย
อีกแห่งที่ต้องไปก็คือ
ร้านกาแฟร้านแรกของ Starbucks ที่ Pike Place กะจะไปชิมดื่มกาแฟอีกแก้ว แต่เห็นแถวแล้วชิมไม่ไหว
แถวยาวจนล้นมาต่อแถวข้างนอก มันแคบและเก็บของที่ใช้ในร้านแรกจริงๆมาอยู่ที่นี่
เช่น เคาน์เตอร์ไม้ ที่ดูเป็นขลังความที่เป็นของดั้งเดิม เป็นต้น ก็คล้ายกับร้าน Reserve
คือมุมของที่ระลึกที่เป็นโลโก้ดั้งเดิม เท่านี้ก็ดึงราคาขึ้นได้และขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเช่นกัน
แฉลบไปที่ร้านขายปลาสุดดังของ
Pike
Place ที่มีบรรยากาศคึกคักทุกครั้งที่มีคนซื้อปลา
เพราะคนขายจะร้องพร้อมโยนปลาไปยังจุดชั่ง และเตรียมห่อปลา
ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูป
ที่ๆนี้
ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกผูกพันบางอย่าง
........................เป็นที่ๆทำให้อยากมาเห็นด้วยตา
จากการอ่านหนังสือที่คนขายปลาเขียน ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ทำงานที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด
ให้มีความสุข
......................เป็นที่ๆซื้อหนังสือเล่มที่
2
ให้พี่ชาย เมื่อมาซีแอตเติลครั้งที่ 2 และสะดุดใจว่า
‘เออ! คนขายปลาก็เขียนหนังสือได้
ทั้งยังมีการแถมลายเซ็นในหนังสือด้วย’
ครั้งนี้ ได้ความรู้สึกเก่าๆ
พร้อมกับความทรงจำใหม่ที่ระวี ศิษย์เก่าฟุลไบรท์ตั้งใจพาไปดู!
ใครว่าไม่มีอะไรฟรี
น้องเอ
ศิษย์เก่าฟุลไบรท์ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่ U of Washington
พาไปทัวร์บรรยากาศวันเปิดเทอม เป็นความแปลกใหม่อีกอย่างที่ไม่เคยเห็นด้วยตา
เลยมีส่วนร่วมกับการแจกของฟรีซะหน่อย ไปถึงโต๊ะแรก มีการเชิญชวนให้กินโดนัทและกาแฟ
ความที่ยังไม่ได้ดื่มกาแฟ และนอนไม่ดีเอาเลย ถือเป็โอกาสเพิ่มคาเฟอีนประจำวัน
เป็นพลังไว้ใช้ลุยซีแอตเติลเป็นวันที่สอง
พอเจอกาแฟฟรี ก็เลยรู้ว่า
โต๊ะและฐานต่างๆที่อยู่ในหรือนอกเต๊นท์ ล้วนแล้วแต่ ‘ฟรี’ ทุกอย่าง ว้าว!
ที่ว้าว! มีคนเข้าคิวยาวๆที่ไหน แสดงว่าของน่าจะดีตรงนั้นแหละค่ะ เช่น Ikea มีให้ทอยลูกเต๋าผ้าขนหนูผืนเบ่อเร่อ และจะได้รางวัลตามเบอร์ที่ทอยได้
ใครไปเช้านั้น
ถ้าตั้งใจไปเต็มที่ จะได้ของใช้และของกินฟรีไปตุนเป็นเรื่องเป็นราว
น้องเอบอกว่าคนจีนและคนอินเดียเป็นส่วนใหญ่ของนักศึกษา
และหาคน Seattle ที่เป็นฝรั่งผิวขาวได้ไม่ง่าย เพราะจำนวนไม่มากและเพราะคนกลุ่มนั้นไม่ค่อยเปิดตัวนัก
รู้เลยว่า เพื่อนๆของเอน่าจะเป็นชาติไหนมากกว่ากัน!
จากนั้นก็
amazed
กับ Amazon Spheres และ Amazon Go เห็นวิธีคิดสู่นวัตกรรม และการมุ่งเน้นอนาคตของ Amazon ชัดเจน
Amazon Spheres เน้นสร้างตึกทำงานที่อยู่กับธรรมชาติ
มีต้นไม้ พืชพันธ์หลากหลาย รูปทรงเป็นลูกโลก 2
ลูก ที่จะอนุญาตเข้าไปได้เฉพาะวันที่เปิดให้เข้าชม
หรือไปกับพนักงานของ Amazon
เราสองคนเดินชมนิทรรศการที่แสดงวิธีคิด
และก็ชื่นชมกับความพยายามให้คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีมุมให้เล่นเกม
มุมให้นำสัตว์เลี้ยงมา (อาบน้ำให้ได้ด้วย) มุมพักผ่อนที่ด้านนอกของตัวตึก
จากนั้น เราเข้าไปร้านใกล้ๆตรงนั้นที่เป็น
Amazon
Go ดูว่าการซื้อของโดยไม่ใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตจะให้ความรู้สึกยังไง
งงนิดหน่อยและตื่นเต้นกับความแปลก เป็นภาพฉายสู่อนาคตอย่างมาก สมัยก่อนไปไหน ต้องถามว่า
‘ใช้บัตรเครดิตได้ไหม’ ที่อเมริกาตอนนี้เปลี่ยนไปถามว่า
‘ใช้อะไรซื้อของคะ’ สำหรับ Amazon
Go ต้องถามว่า ‘Load App ป้อนข้อมูลบัตรเครดิตแล้วยัง’
ทำอะไรๆก็ได้
แต่ห้ามมือถือหายเด็ดขาดตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เพราะว่าอาจจะอดตายได้
วิธีคิดของคนแอนะล็อคหรือคนดิจิตัล
ไปเยี่ยมศิษย์เก่าฟุลไบรท์อีกคนที่คุ้นเคยกันที่ร้านของเขา
ซึ่งขายโดนัทเป็นหลัก ชื่อว่า King Donut โดยมีอาหารจานเดียวไม่กี่อย่างขายด้วย
น้องคนนี้เป็นคนกัมพูชา-อเมริกัน โดยพ่อแม่อพยพไปอยู่อเมริกา
และเปิดร้านโดนัทที่เท็กซัส
นั่งคุยกับแม่ว่า
น่าจะพักบ้าง แม่ตอบว่า ‘ชินกับการทำงานหนัก’ (เลยไม่รู้สึกว่าจะต้องหยุด) ลูกค้าเข้าในร้านเรื่อยๆ และเมื่อมีเมนูอาหารที่ต้องผัด
ทั้งข้าวผัดและก๋วยเตี๋ยว ‘กุ๊ก’ คนเดียวของร้านก็จะไปทำตาม
ออเดอร์อย่างขมีขมัน
มองดูว่า
คนที่เข้าร้านนี้จะต้องชอบกินทั้งคาวและหวาน อาหารคาวที่รสชาติดีซึ่งมีความที่พิเศษกว่านั้นคือ
ปริมาณอาหารที่เกินพอสำหรับ 1 มื้อ
ลูกค้าสามารถนำกลับไปกินเป็นมื้อที่สองได้อย่างสบาย
โดยเฉพาะคนไทยที่น่าจะสั่งอาหารจานเดียว แบ่งกัน 2-3 คน
‘กุ๊ก’ บอกว่า ไม่อยากได้ยินเสียงบ่นว่าแพง
เลยจัดหนักเช่นนี้ วิธีคิดแบบนี้ จะเป็นวิถีเอเชียมากกว่าอเมริกันหรือเปล่าน้า
จบมื้อด้วยการซื้อโดนัทกลับบ้านได้
ฉันซื้อไปแทนเค็กวันเกิดของระวีที่ดู ‘เกร๋’
ไปอีกแบบ
First Timers in Boston
ฉันกับน้อย
เพื่อนรักตั้งแต่ครุศาสตร์ที่มีเวลาลงตัวช่วงนี้เพราะมาส่งลูกเรียนที่
Boston พอดี ถือโอกาสเจอและนัดกันว่า เที่ยวที่นั่นและต่อด้วย Vermont
ด้วยกันซะเลย
Airbnb เป็นงี้นี่เอง
นี่ก็ประเภทอ่านและจินตนาการเอา
จนเมื่อได้ไปอยู่จริงๆ ถึงเห็นว่าการจัดการในลักษณะ Airbnb
เป็นยังไง น้องฟุลไบรท์คนหนึ่งจัดการจองให้โดยให้อยู่ไม่ไกลนักจาก Mt.
Auburn โรงพยาบาลที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประสูติ
การติดต่อทั้งหมดผ่าน Airbnb โดยเมื่อใกล้ถึงเวลาเข้าพัก
WhatsApp กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุด
เจ้าของจะบอกวิธีเข้าบ้าน และเราเองก็จัดการชีวิตของเราตามคำบอกที่อยู่ตามมุมต่างๆของห้องนอนและบ้าน
ที่พักครั้งนี้
อยู่ชั้น 3 เลยทิ้งกระเป๋าใหญ่ไว้ข้างล่างซะเลย
ยกขึ้นไม่ไหว ความที่อยู่ชั้นบนสุด กลายเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวสูง
มีห้องน้ำกว้างขวางอีกต่างหาก สะอาดใช้ได้ และต้องดูแลตนเองทุกอย่างตลอดการเข้าพัก
ที่นี่ เจ้าของทิ้ง cereal และชาให้ เผื่อเป็นอาหารเช้า ซึ่งก็ง่ายๆดี
พอจะกลับ
ก็แค่ WhatsApp
ไปบอก ทิ้งกุญแจไว้ในกล่องที่เตรียมไว้ให้ ปิดประตู
เป็นอันบ๋ายบายกันไป
สะดวกใช้ได้สำหรับครั้งต่อๆไปค่ะ
คิดถึงในหลวง
ความตั้งใจที่จะไป
Boston อาจจะเหมือนคนไทยจำนวนมาก คือการได้ไปที่ Mt. Auburn ที่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประสูติ และไป King Bhumibol Square
อ่านพยากรณ์อากาศแล้วก็ต้องทำใจ เพราะรู้ว่าฝนตกพรำๆจนถึงหนักทั้งวัน น้อยขอให้ฉันเปิด
GPS แล้วก็เกิดอาการงง ๆ พอกัน เพราะว่าหันทิศไม่ถูก
แต่ก็พยายามงมไปเรื่อย ๆ ก็พอจะใช้กันเป็นมากขึ้น (นิดนึง!) พอเห็นรถตำรวจ
เราทั้ง 2 คนกลับปรี่เข้าไปหา เพื่อความแน่ใจว่าไปถูกทาง เรา
2 คนยิ้มกว้างจนรอยย่นขึ้นเต็มหน้า
ดีใจขนาดว่าต้องได้ถึงจุดหมายแน่นอน
แล้วฝนก็ตกหนักขึ้นๆ
เรามีร่มคันเดียวก็ต้องอาศัยคุ้มกันหัวให้เปียกน้อยที่สุด และพอเจอบริเวณน้ำท่วม
ก็ต้องเดินเรียงเดี่ยวบนถนนที่ไม่มีทางเท้า
ระหว่างเดินไป
หนาวไป ก็มีรถคันนึงจอดตรงข้างเรา ผู้หญิงคนขับเปิดกระจก
แล้วบอกว่าให้ข้ามถนนไปอีกฝั่ง เพราะเดินแบบที่เราเดิน มันอันตรายมาก
เธอยังหยุดรอดูให้แน่ใจว่า เราข้ามไปอีกฝั่ง ถึงขับรถออกไป
กะเหรี่ยงข้ามตามที่บอกอย่างงง
ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ขอบคุณ เพราะย้อนคิดแล้ว อันตรายจากการเดินแบบนั้น
หนาวหนักกว่าอากาศหลายเท่านัก!
แรงบันดาลใจจากในหลวง
ไปที่โรงพยาบาล
Mt. Auburn จนได้
ดีใจที่โรงพยาบาลรู้ทันทีว่าเราต้องการอะไร
และมีป้าอาสาสมัครพาไปดูมุมที่จัดไว้รำลึกถึงพระองค์ท่าน แถมมีป้ายอยู่ด้านนอก
ที่แสดงจุดที่เคยมีตึกที่ท่านประสูติด้วย แม้เป็นมุมเล็กๆ
เราก็ระลึกถึงในหลวงด้วยความรู้สึกเต็มตื้น และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
พร้อมสูบฉีดพลังความดีที่พระองค์ทำอย่างไม่มีเงื่อนไข
นอกจากอยากให้ประชาชนของพระองค์อยู่ดีมีสุข การมี King Bhumibol Square ก็เป็นอีกมุม ที่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ
และหวังว่าจะปฏิบัติตามพระองค์ท่าน แม้เพียงเศษเสี้ยวก็ตาม
‘Aluming’
‘Aluming’ ศัพท์ใหม่ที่ได้จากศิษย์เก่าฟุลไบรท์คนหนึ่งที่บินจากฟลอริดามากินข้าวด้วยที่บอสตัน
เขาบอก (ชม?) ว่า การที่ได้เจอศิษย์เก่าหลายคน แสดงว่าฉัน
‘aluming’ ได้ดี คงชำนาญมากจาก networking ที่ต้องทำ
และได้ทำตลอดชีวิตนี่แหละ!
Judy ศิษย์เก่าฟุลไบรท์คนนี้ เป็นครูโรงเรียนมัธยม เป็นคนที่จริงจังและตั้งใจ
เธอรู้สึกว่า ความก้าวหน้าของการศึกษามีจำกัด และยิ่งจำกัดมาก
สำหรับกลุ่มที่ไม่ค่อยมีโอกาส นโยบายต่างๆที่ต้องทำตามหลายเรื่อง
กลับเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพอย่างมาก คุยกับ Judy แล้ว
รู้สึกถึงความท้าทาย ที่อาจทำให้ Judy ผู้ไม่ยอมแพ้แก่ความยาก
ไม่คิดเรื่องเกษียณ เพราะยังทำงานไม่สำเร็จเท่าที่อยากเห็นอยากได้
Megan
Rose ศิษย์เก่าอีกคนมาพร้อมตาแบบหมีแพนด้า เพราะอยู่เวร 26 ชั่วโมงในโรงพยาบาล ในฐานะที่เป็นหมอประจำบ้าน ตัวฉันเองและน้อยต้องแซวเธอให้ลืมตาไว้ตลอดเวลา
Megan Rose เล่าว่า
มีกฎให้แพทย์ประจำบ้านต้องพักผ่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมงใน 1
อาทิตย์ แต่เวลาที่ให้มา กลับต้องใช้ไปกับการทำงานเอกสารให้เสร็จ ซักผ้า
ทำความสะอาดต่างๆ เลยเรียกได้ว่า แทบไม่มีเวลาพักผ่อน
ถามว่า
เวลาง่วงมากๆจะทำยังไง Megan Rose ตอบว่า
กินกาแฟหรืออะไรหวานๆ หรือเอายาหม่องทาเปลือกตา แล้วก็ต้องพูดกับตัวเองว่า “ก็เลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง ทั้งๆที่รู้ว่าจะเจอกับภาวะแบบนี้” และบอกว่าหลายคนก็คิดอย่างเดียวกัน แล้วก็ทำกันไปจนเป็นหมอเต็มตัวนั่นแหละ
Aluming ที่เป็น Aluming Plus คือ การที่ศิษย์เก่าคนหนึ่ง (ยุงกี้) ต้องกลับไทยเร็วกว่าที่กำหนด เลยอดเจอกัน
ยุงกี้ไม่เพียงแต่กังวลเรื่องที่อยู่ของฉัน จัดแจงจอง Airbnb และตามฉันจนเข้าบ้านได้เรียบร้อย ยังถามจากเมืองไทย ห่วงว่าพี่จะรู้เส้นทางไปมาของ
Boston มั้ย ทั้งโทรเล่า/เตือน/เขียนข้อมูลให้
และฝากน้องอู๊ดให้เป็นไกด์พาเดินเที่ยวและกินซีฟู๊ดอีก การที่รู้จักน้องอู๊ด
ก็เป็นการต่อเครือข่ายร่วมกับน้องฟุลไบรท์ในเวลาต่อมาที่ต่อเป็นทอด ๆ กันไป
พลัง Aluming มีอานุภาพจริงๆ
ขอบคุณจากใจให้ทุกๆ คนเลยค่ะ
นั่งรถหมาไป
Vermont ตามสัญญา
ไม่เคยนึกว่า
การทำตามสัญญาเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เพราะขณะที่สัญญาอาจทำโดยไม่คิดให้รอบคอบ
ครั้งที่ไป Vermont
เพราะสัญญากับ Kevin (เพื่อนอเมริกันที่เป็นเพื่อนสมัยเรียนที่
Teachers College, Columbia แถมยังเป็น Fulbrighter) ไว้ว่า จะไปเยี่ยมถ้าเพื่อนไปเป็นอธิการบดีที่ Marlboro College ดีใจจริงๆ ที่สามารถรักษาสัญญาและยังได้เปิดมุมมองในหลายเรื่อง ตั้งแต่ได้เที่ยวและรู้จัก Vermont มากขึ้น พบนักศึกษาและอาจารย์ของวิทยาลัยที่สนใจฟุลไบรท์และโครงการแลกเปลี่ยนและได้กินอาหารกลางวันใน
Dining Hall Highlight ของการไป Marlboro
College มี 3 อย่าง
1. ได้พูดคุยกับ
Kevin ถึงความท้าทายในการเป็นอธิการบดี Liberal Arts ขนาดเล็ก และการมองสู่อนาคต
รวมถึงระบบการจ้างเจ้าหน้าที่เอกชน ให้ได้ผู้เหมาะสมกับตำแหน่งบริหารบางตำแหน่งเป็นการชั่วคราวด้วย
2. ได้พบกับ อาจารย์
Bruce และภรรยา (Maryalice) ซึ่งขับรถจาก
Albany Upstate New York ไปรวมตัวชาวฟุลไบรท์ที่นั่น
ขับไปกลับเกือบ 4 ชั่วโมงและให้เวลากับทีมงานของ Kevin
ที่จะแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับ Fulbright อีกด้วย
3. ได้สังเกตการณ์
“Town Meeting” ที่นักศึกษา (Select Board) จัดกันเอง โดยมีอาจารย์เป็นโค้ช
นักศึกษาดำเนินการตามระเบียบวาระของตนเอง ประเด็นที่เป็นปัญหาไปถกกันใน Dining
Hall ซึ่งมีผู้สนใจทั้งนักศึกษาและอาจารย์เข้าร่วมฟัง/อภิปรายประมาณ
100 คน
ที่น่าสนใจมากก็คือ
ในขณะที่กำลังถกเถียง บางคนก็ถามเรื่องเก่า
สร้างไปอีกประเด็น แต่มีการกำกับให้กลับไปสู่ประเด็นหลักได้ โดยไม่ทำให้ผู้ถามรู้สึก ‘เสียหน้า’ เช่น
ตอบคำถามสั้นๆ หรือบอกว่า จะตอบให้ครอบคลุมหลังเสร็จการประชุม
การประชุมครั้งนี้
กลายเป็นเวทีที่ดีในการฝึกนักศึกษาให้ข้อคิด ถกเถียงอย่างมีเหตุผล
และฝึกการให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบถึงแต่ละคนต้องมีต่อส่วนรวมได้เป็นอย่างดี
ไม่ใช่นักศึกษาที่ได้เรียนรู้เท่านั้น ผู้สังเกตการณ์อย่างฉันก็คึกคักตามไปด้วย
สู่อนาคตของนักศึกษาอย่างมีกลยุทธ์
Marlboro College จัดให้มีที่ปรึกษาด้านการตลาดและได้ปรับทิศทางของวิทยาลัยจากคำว่า ‘Reimagining
Curriculum’ ให้เป็น 3 ประเด็นหลักคือ
· เขียนเป็น
-- นักศึกษาถูกบังคับให้ฝึกเขียนและต้องมี portfolio ให้ได้ภายใน
2 เทอมแรก
· อยู่และทำงานเป็นในสังคมที่แตกต่างกิจกรรมต่างๆ
ทั้งการแลกเปลี่ยน การเข้าร่วม Town Meeting กิจกรรม Community
Work Day ที่หยุดการเรียนการสอนให้ถางทางเดิน
ปรับภูมิทัศน์ หรือช่วยคนของชุมชนแล้วแต่จะเหมาะสม
· ผลักแผนให้เกิดจริง
โดยให้นักศึกษาทุกคนมี Plan of Concentration เพื่อให้ทำโครงการตามที่ตนชอบเพื่อให้ค้นพบตนเองและเตรียมจะไปทำงานให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
บัณฑิตคนหนึ่งมีผลงานจาก Plan of Concentration เข้าตาและขายผลงานให้กับดิสนีย์ไป
College เลยเก็บผลงานชิ้นนั้นต่อไปไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์
ถือเป็นโอกาสที่ดีของนักศึกษาที่จะไปสู่ความสำเร็จอีกเรื่องหนึ่ง
Green Mountain ที่ Vermont
น้องอู๊ดที่
Boston
บอกว่า ควรจะไป Green Mountain เพื่อดูใบไม้เปลี่ยนสี
ในใจลึกๆ ของฉันก็คิดว่า Vermont ครั้งแรกในชีวิตครั้งนี้
(อาจจะครั้งเดียวเพราะยังมีอีกมากที่ไม่เคยไป) น่าจะได้เห็น Fall จริงจังและไม่รู้ว่า จะได้มีโอกาสไป Green Mountain
ป่าว?
นี่ก็คิดตามประสาคนขาดความรู้ ก็บอก Kevin ขอให้ช่วยพาไปหน่อย
ถ้าไม่รบกวนเกินไป
พอถาม
Kevin
แล้ว ปรากฏว่า Vermont มาจากภาษาฝรั่งเศสบอกว่า
ภูเขาสีเขียว ก็เรียกว่าไม่ต้องไปดูที่ไหนเป็นพิเศษ ทุกจุดที่ไป ที่ Marlboro
และ Brattleboro ก็มีส่วนหนึ่งของ Green
Mountain นี่แหละ!
เอ่อ! เอ๋อ! อ้อ! อ๋อ!
เรียนด้วยหูและมือ
(‘ขมอง’ นิดหน่อย)
ไป
Vermont
ครั้งนี้ มีความรู้เกินกว่าสมองน้อยๆ จะจำได้หมด ทั้งฟังทั้งจดลงบน iphone ผสมกับความพยายามจำ ก็ได้เท่าที่ได้! พิศวงกับ Susan
ภรรยาของ Kevin ที่ช่างค้นคว้า
ช่างจำและช่างเล่า พาไปสุสานของเจ้าของบ้านตระกูล Mather ที่เป็นบ้านของอธิการบดี
Marlboro College แล้วก็เล่าให้สังเกตหลุมศพ
อ่านหินที่สลักอายุไว้ด้วยและสัญญลักษณ์ของผู้เสียชีวิตที่เป็นทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่
2 (ไม่กล้าถ่ายรูปสุสานค่ะ!)
นั่งรถชมบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นสีขาว
ตามแบบฉบับของบ้านแถบ New England จะมีโรงนาเท่านั้นที่เป็น
สีแดง เรียกว่า Barn Red
นอกนั้นอาจจะเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ เพิ่มเติม ที่จะออกแนวสีอื่นๆ ไปชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัดที่เกิดจากความสนใจของเจ้าของที่ชอบสะสมเหรียญตั้งแต่เล็กๆ
จนลามไปถึงลูกปัดที่ทำให้รู้สึกมีความสุขที่ได้สะสม ศึกษาค้นคว้าและขาย กลายเป็นรายได้ประจำด้วย
Susan พาไปสวนแอปเปิลที่ขายแบบ organic ถึง 17 ชนิด
เสียดายไม่มีให้ลอง ก็ได้แต่ชมความตั้งใจของคนปลูกที่ทำให้ชาวบ้านได้กิน
และยังเป็นการให้ความรู้เพราะแอปเปิลทุกชนิดในกะบะไม้ที่ตั้งขาย จะมีคำอธิบายถึงรสชาติว่ากรอบ
ฝาด เปรี้ยว แบบไหนและจำแนกว่าควรนำไปทำอาหารประเภทไหนอีกต่างหาก
เที่ยวกับ
Susan
ได้ใช้ทั้งหูและมือจับของที่เห็น พอเพิ่มการอ่านเข้าไปรู้สึกถึงตัวพองโตขึ้นนิดหนึ่งด้วยความที่รู้สึกดีที่ได้เรียนรู้มากขึ้นจริงๆ
New
York, New York!
เขียนหัวข้อไป
ก็ฮัมเพลงชื่อนี้ไปด้วย ชาวนิวยอร์ก (อุปโหลก) อย่างฉัน ไกลเกินจะเรียกตัวเองว่า
คุ้นกับนิวยอร์ก ยิ่งวันก็ยิ่งรู้สึกอายที่ช่างรู้เรื่องของเมืองนี้น้อยเหลือเกิน
แต่ถ้าถามถึงความผูกพันล่ะก็ มันมากมาย
เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ชีวิตที่มีส่วนสำคัญทำให้ ‘ฉันเป็นฉัน’
ชัดเจนขึ้น
Network Infinity!
การไป New
York ครั้งนี้ ถือว่า
เป็นความสวยงามของเครือข่ายทั้งส่วนตัวและฟุลไบรท์ จนเกรงใจอย่างแรง
อย่างเช่นในวันแรกที่ไปถึง New York เพื่อต่อไปหา Linda
ที่ Tarrytown ได้อาศัยน้องแบงค์
ที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่ TC ช่วยจัดการหลายอย่างให้ชีวิตการเดินทางนุ่มเนียนอย่าง
Smoothie เกรงใจก็เกรงใจ แต่การมีน้องคอยนำ แม้! มันชีวิตดีขนาด!
จากที่จะนั่งแท๊กซี่ไปจาก Grand Central เพื่อไปหา Linda กลับเป็นการนั่ง
subway และต่อด้วยรถไฟ เพราะแบงค์บอกว่า หา Uber ยากและแพง จากราคาต่ำกว่า $50 กระฉูดไปเกิน $200 เพราะฝนตก ที่น่ารักเกินคำขอบคุณ แบงค์ยังรับกระเป๋าใบใหญ่ไปเก็บให้ ‘พี่ทิพย์จะได้เดินทางสะดวกด้วยกระเป๋า overnight ใบเดียว’ แบงค์ช่วยคิดให้เสร็จและก็จริง ทำให้ชีวิตดีขนาด........ตลอดทาง
Linda Linda Linda Linda I love you!
กำลังจะเขียนประสบการณ์ที่ไปอยู่กับ
Linda
4 คืน ก็นึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา ซึ่งก็โดนใจเพราะ Linda น่ารักตั้งแต่วันแรกที่เรารู้จักกันเรียนที่ Teachers College ด้วยกัน ตอนนั้น Linda ชวนไปพักที่บ้านอยู่กับครอบครัวที่สามี Peter เป็นทนายความ
ลูก 2 คน Billy และ Melissa
ยังเล็กๆ ฉันได้เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมอเมริกัน
บวกกับชีวิตภรรยานักธุรกิจชาวญี่ปุ่น (Linda สอนกลุ่มนี้เป็นหลักในตอนนั้น) การได้ไปอยู่กับครอบครัวของ Linda ทำให้เพิ่มความเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลายและทำให้ความสนใจในเรื่องราวและเรื่องเล่าพุ่งกระฉูดอย่างมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แล้วเวลาก็ผ่านไปเหมือนโกหกทุกครั้งที่มีโอกาสเจอ
Linda จะมีการพูดคุยในแบบฉบับเดิมอย่างคุ้นเคย Linda
จะเป็นคนเล่า ชี้ให้เห็นความเหมือน ความต่าง ความเดิ้น ที่มีในยุคต่างๆ
ที่เปลี่ยนไป ส่วน Peter ก็จะพูดคุยเรื่องการเมือง
ถกกันสนุกสนานแพราะไม่ถูกใจคน ๆ เดียวกัน (ฮิ! ฮิ!) เป็นการเรียนรู้ที่สนุกและมีค่ามากกว่าไปเพียงเยี่ยมเยียนและปารตี้อย่างมาก
ครั้งนี้
Linda
เปิดบ้านใหม่ที่ Tarrytown ให้พักอย่างหรูหรา
เพราะเป็นบริเวณที่มีสวนส่วนกลางให้เฉพาะบ้านไม่กี่หลังในบริเวณนั้น
โดยเปิดหลังบ้านให้ใช้สวนสวยด้วยความเป็นส่วนตัวสูง หากอยากเดินไกล ๆ แบบที่เจอผู้คนคนอื่น
ๆ หน่อย ก็จะไปเลียบแม่น้ำ Hudson ที่มีทางเดินทำไว้อย่างดี
Kathy ผู้เชี่ยวชาญของฟุลไบรท์ที่คุ้นเคยกันและอยู่ที่
New York ก็แวะไปกิน dinner แถวบ้าน Linda
เราเลยได้เดินเลียบแม่น้ำ Hudson
คุยกันค่ำนั้นอย่างฉ่ำใจ
ในช่วงเวลาไม่กี่วัน
เป็นโอกาสที่ได้เจอลูก ๆ หลาน ๆ ของ Linda เพราะเจ้าตัวบอกและเตรียมการกับลูก
ๆไว้ Melissa และลูกสาววางแผนทำธุระที่
New York โดยนั่งรถบัสจาก Pittsburgh เข้ามา
ให้ถึงเวลาเที่ยงเพื่อกินข้าวกลางวันกับฉัน ส่วน Billy และครอบครัว
ก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวที่บ้าน โดยคุณแม่ Linda ซื้ออาหารไปเพิ่ม
จาก Farmers market ก่อนไปบ้าน Billy (เพื่อให้ฉันเห็นชีวิตผู้คนเพิ่มเติม)
Linda ก็ยังคงเป็น Linda ที่ช่างบอกช่างสอนอย่างรู้ใจเพื่อนอย่างฉัน
บอกให้ฟังถึงศัพท์ใหม่คือ gentrification การที่ให้คนฐานะดีหน่อยค่อยๆ
คืบไปอยู่ในถิ่นที่เคยทรุดโทรม
เพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่และชุมชนอยู่ได้และน่าอยู่
อีกคำ
คือ Glamping
ที่มาจากคำว่า ‘Glamour’ และ‘Camping’ เป็นกิจกรรมของ hi-so
ที่อยากได้ความสะดวกสบายจากการไปนอนค้างแรมในเต็นท์และเป็นเต็นท์กว้างขวางพร้อมกับบริการให้ผู้เข้าพักได้อยู่กับธรรมชาติอย่างสุขสบาย
คำที่สามคือ
Flagel
มาจาก ‘Flat’ และ‘Bagel’
คือ Bagel อย่างแบน มาจากความแบนที่เปลี่ยนโฉมให้ดูแปลกใหม่โดยรสชาติไม่เปลี่ยน
Linda ยังเล่าวัฒนธรรมอเมริกันเรื่องการมีสัตว์เลี้ยง Linda มีอยู่ 1 ตัว น้องหมาชื่อ Lucy ที่ฉันรู้จักเมื่อไปเยี่ยม
Linda หลายปีก่อน นางอายุมากแล้ว และยังคงเป็นสุดเลิฟของ Linda ที่จะต้องพาไปเดินทุกวันๆ ละอย่างน้อย 3-4 รอบ แล้วลองดูว่า Lucy เป็นยังไงบ้าง
ความที่
Lucy อายุ 13 ปี แล้ว หูตึง สุขภาพเสื่อม แต่ Linda
ยังดูแลเป็นพิเศษ รวมทั้งการพาไปหาหมอ
ป้อนยาและจัดหาอาหารพิเศษให้เข้ากับสุขภาพของ Lucy แต่ค่าหมอที่ดูแล Lucy หนักหนา
แค่ช่วงป่วยหนักก็ตกเข้าไป 2,000 เหรียญสหรัฐ
ทุกวันนี้ค่ายาและอาหารพิเศษก็ถือว่าสูงอยู่
Linda อธิบายด้วยคำเดียวว่า การมีสัตว์เลี้ยง คือการมีพันธะผูกพัน (Commitment)
ฟังแล้วชอบอ่ะ!
Network ที่ New York
เมื่อตอนวางแผนไปอเมริกาเสร็จเรียบร้อยระดับนึง
ก็ขำตัวเองว่า จะไปเที่ยวหรือไปทำงานกันแน่ เพราะเกือบตลอดทาง
จะได้เจอะเจอกับศิษย์เก่าฟุลไบรท์เกือบทั้งสิ้น แล้วก็กลับมาถามตัวเองว่า อยากเจอ
หรือ ควรเจอ คำตอบดังลั่นในใจว่า ‘อยากเจอ ๆ ๆ!’
นอกจากแบงค์ที่ยังคงคอยช่วยจองที่พักเมื่อไปถึง
Manhattan ยังได้กินข้าวเช้ากับน้องสาม (สนุกกับการฟังชีวิตของเด็กรุ่นใหม่ ถูกใจกับ
Bagel แสนอร่อยที่ทำให้ต้องเดินไปกินเองในวันรุ่งขึ้น และชอบ
ๆ ๆ กับชาไข่มุกไต้หวันที่ขายดีจนต้องไปยืนรอก่อนเปิดร้าน) อาหารเย็นกับศิษย์เก่าฟุลไบรท์อเมริกันหลายคน
ขอบคุณ Gracie ที่ช่วยจัดแจงให้หลายคนได้พบกัน (Emily,
Morgan, Leah, และ Michelle แม้แต่ Anwar ที่ไม่ว่างค่ำนั้น ก็มาพบที่ร้านเพื่อ say hello! บางคนแม้ว่าจะไม่ว่าง
ก็ทักทายทาง Facebook กัน.....สุขใจจังเลย)
ขอบคุณอยู่ในใจเป็นประจำที่ได้ทำงานที่
TUSEF/Fulbright
Thailand ทำให้ได้เจอคนที่เราอยากเจอ (ไม่ใช่เจอครั้งเดียวก็เกินพอ
เพียงทำตามหน้าที่)
และแล้ว ก็ถึงจุดหมายหลักที่ Montana
จากวันแรกที่ตั้งใจไปเยี่ยม
Mom
ที่ Montana ก็บานออกไปเป็นการตระเวนตามจุดต่าง
ๆ พร้อมเรื่องราวมากมายไปเล่าให้ Mom ฟัง
บ้านพักผู้สูงอายุที่ Mission Ridge
ไปที่
Mission
Ridge บ้านพักผู้สูงอายุที่ Billings Montana มา
2 ครั้ง ได้บรรยายกาศและความรู้สึกที่แตกต่างกันพอควร
ครั้งแรกประมาณ
8 ปีที่แล้ว ฉันตื่นเต้น ตื่นตาไปกับการจัดการให้มีชุมชนผู้สูงอายุ
(ที่ดูหรูมีระดับ) ที่นั่น
เขาจัดให้มีการพักอาศัย 3 แบบ
สำหรับผู้ที่ช่วยตนเองได้เต็มที่
ผู้ที่ต้องการพยาบาลดูแลเรื่องหยูกยาและการจัดการเรื่องอาหารการกิน
และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้
เขามีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุอย่างหลากหลาย ทั้งกิจกรรมทางศาสนา การต่อ jigsaw
puzzle สอนร้อยลูกปัด เชิญผู้รู้ไปบรรยายเรื่องต่างๆ ประชุมกลุ่มที่จะช่วยจัดการการอยู่ร่วมกัน
รถรับส่งไปโรงพยาบาลหรืออาสาสมัคร ฯลฯ อีกทั้งมี dining room ที่จัดอาหารเย็นให้อย่างหรู
โดยมีเมนูให้เลือกหลากหลายและจะเปลี่ยนทุกอาทิตย์
แต่ครั้งนี้
ความรู้สึกของฉันเปลี่ยนไป!
ชุมชนผู้สูงอายุดูจะอ่อนแรงไปหลายคน
Mom
อายุ 92 และถือว่าอาวุโสเป็นที่ 3 ของผู้อาศัยทั้งหมด โดยคนอายุสูงสุดอยู่ที่ 105 (ถ้าจำไม่ผิด) Mom บอกว่าหลังจากอยู่มา
15 ปี ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจาก Dad เสียไป 3 ปีแล้ว) สิ่งที่ทำให้ Mom
รู้สึกแย่คือ
การอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่นับวันจะจากไปตามสังขาร Mom ต้องเขียน card แสดงความเสียใจหลายสิบฉบับ
หน้าใหม่ก็เข้ามาและบางคนบางกลุ่มก็พูดคุยเรื่องลูกหลานหรือสัตว์เลี้ยงที่ Mom
ร่วมแจมให้สนุกสนานได้ไม่มาก
จากเดิมที่ฉันคิดว่า การได้อยู่กับคนวัยใกล้เคียง
คุยกันรู้เรื่องกลายเป็นการขาดความสดชื่นและสีสันของชีวิตคนรุ่นอื่นๆ
ความเป็นอยู่แม้ว่จะดี แต่ขาดชีวิตชีวาเมื่อเวลาผ่านและผู้อยู่อาศัยอายุมากขึ้น
ฉันรู้จักชีวิตมากขึ้นในอีกรูปแบบ
และคิดว่าการมีชีวิตที่ยืนยาว
ถ้าขาดแรงจูงใจที่ทำให้มีชีวิตชีวาจะกลายเป็นความว่างเปล่าของจิตใจและความรู้สึกอย่างแรง
คนไทยกำลังจะก้าวตามอเมริกาไปสู่จุดที่ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยวและวังเวงมั้ยน้า!
ฝรั่งก็ ‘ชวนป๋วย’ เป็น
Mom มีลูก 2 คน ชื่อ Heidi เป็นลูกคนโตและ
Amy เพื่อนของฉัน ผู้ที่จุดประกายให้ไปอเมริการอบนี้แหละ
Amy เป็นครูอยู่ที่ Colorado และจะหมั่นขับรถไปเยี่ยม Mom
กับ Dad เป็นประจำ จน Dad เสียและ Mom เริ่มช้าลง Amy เลยตัดสินใจครั้งใหญ่
ย้ายจาก Colorado ไปอยู่ใกล้ ๆ กับ Mom และ Heidi ในเมืองเดียวกัน ทำให้ ‘สามสาว’ ได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น โดยเฉลี่ย Heidi
ยังคงมีงานประจำและยุ่งกว่าอีกสองคน Mom เลยได้อาศัย
Amy เป็นเพื่อนทำกิจกรรมต่าง ๆ
ที่แน่
ๆ Amy
ต้องปรับตัวใหม่อย่างมากในวัยหลังเกษียน แต่ด้วยความเป็น ‘ชวบป๋วย’ เธอก็พยายามเต็มที่ทำให้ Mom ยิ่งมีชีวิตที่เติมเต็มขึ้น
Spoiled Rotten!?!
ไปเป็นแขกพิเศษของ
Mom
ทำให้ฉันเกรงใจอย่างมาก ทั้ง 3
คนเตรียมโปรแกรมอย่างเต็มที่เกินร้อย เริ่มจากอาหารที่เต็มตู้เย็น
ให้อาหารเช้ามีความหลากหลาย ยังไม่นับการไปกินในห้องอาหารสุดหรูของ Mission
Ridge และไปนอกบ้าน นอกเมืองหลายต่อหลายมื้อ
อิ่มแปร้ทุกวันมี
Mom
และ Amy ทำหน้าที่ดูแลทุกมื้อ ส่วนฉันทำหน้าที่ ‘เม้าท์มอย’ สร้างสีสันและเสียงหัวเราะจากเรื่องราวที่ผ่านมาให้ทั้งคู่ฟัง
นอกเหนือจากการกิน
ก็ยังมี surprise
เป็นระยะ ๆ เช่นพาไปดูคอนเสริต โชคดีที่ Amy เป็นนักไวโอลิน
ก็คอยเกริ่นที่มาของเพลง การสื่อความของเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ
ทำให้ฉันยิ่งชื่มชมความสุนทรีย์เกินพิกัดปกติของตัวเองอย่างมาก นอกจากนี้
บ่ายวันนึง ก็พาไปนวดแบบสวีดีช ก็เป็นประสบการณ์อีกแบบ อีกวันก็ไปต่างเมือง
มี
surprise
อีกเรื่องที่ Amy ไม่ได้จัดให้ แต่มาเอง คือ หิมะ ถือว่า เป็นหิมะแรกที่หลงฤดูของปี
ทำให้คนเมืองร้อนสร้างความขำให้คนเมืองหนาว เพราะผุดลุกผุดนั่ง ไปถ่ายรูปตรงนี้ที
ตรงนั้นที!
พอจะช้อปปิ้ง Amy จัดแจงให้เสร็จว่า
จะมีวันไหนเป็นวันช๊อปกระจาย ความที่เมืองเล็ก ไปไหนก็ไม่มีคำว่า ไกล ฉันเลยจัดการซื้อของฝากได้
(เกือบ) หนำใจ ญาติเยอะค่าาา และเห็นอะไรก็ดูว่า น่าซื้อฝากคนโน้นคนนี้ มาติดอยู่ที่น้ำหนักกระเป๋าที่ให้ไว้กับสายการบินในประเทศนี่แหละ
ครั้งต่อไป
จะวางแผนใหม่ที่อาจต้องคิดถึงเรื่องนี้นิดนึง
ชีวิต ‘บ้านนอก’ ของฝรั่ง
น่าอยู่และน่าเหงา !?!
ไปอเมริการทีไร
มักจะมีโอกาสไปที่มีอากาศบริสุทธิ์ทำให้ตกใจทุกครั้งว่า
ตัวเองสามารถสูดอากาศได้เต็มปอด
เหมือนว่าทำไม่ได้ที่เมืองไทย (แอบเสียใจนิดหนึ่ง) มาคราวนี้ ได้อ๊อกซิเจนเต็มปอดในหลายแห่ง
ที่ได้เต็มๆ ก็ที่ Tarrytown, New York, Marlboro, Vermont และที่ Billings, Montana 2 แห่งหลังถือว่า
‘บ้านนอก’ มองไปมีแต่ต้นไม้กับฟ้า
โดยเฉพาะ Montana ที่ได้ชื่อว่า ‘Big Sky
Country’ ทำให้สามารถเห็นฟ้าเป็นสีฟ้าสวย ๆ ทุกวัน (ยกเว้น 1
วันที่หิมะตกซึ่งทำให้ตื่นเต้นไปเป็นอีกอารมณ์)
การจราจรแทบไม่มีปัญหา บ้านแต่ละหลังในหลายจุดของเมืองดูน่ารัก
บ้างก็มีรั้วเตี้ยๆ บ้างก็ไม่มี
ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณภาพดีจัง
แต่ก็ต้องกลับมาถามตนเองว่า เราอยากมีชีวิตอย่างนั้นบ้างมั้ย
ที่จริงชีวิตคนไทยก็ดีอยู่แล้วระดับหนึ่งเรามีความสัมพันธ์ในครอบครัวและกับเพื่อนๆ
ที่น่าจะอบอุ่นกว่าฝรั่ง เราน่าจะเหงาน้อยกว่าด้วย ติดตรงที่จราจรที่ติดขัด อากาศที่ร้อนจนเกินสบายและอ๊อกซิเจนน้อยไปหน่อย
และอาจจะติดตรงที่เราเริ่มมีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
บวกกับการอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์มาก
อีกหน่อยจะถึงขั้นวิกฤติที่อากาศก็ไม่ดี คนก็เหงามาก ก็เป็นไปได้นะเนี้ย
พวกเราน่าจะช่วยกันผูกสัมพันธ์ในครอบครัวและกับเพื่อนๆ
ให้แน่นแฟ้น จริงใจ ให้สังคมไทยคงความมีน้ำใจและความน่าอยู่ ทั้งในเมืองและบ้านนอก
จะได้ร่วมกันฝ่าฟันความท้าทายต่างๆ ให้ลดน้อยลงไป
เมื่อมีผู้สูงวัยมีน้องหมา
น้องแมวน้องหมาได้กลายเป็นเพื่อนแท้ของคนเรามากขึ้นทุกที
ชีวิตผู้ใหญ่ที่ยาวขึ้นยิ่งทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องมีเพื่อนไว้ข้างกาย ไว้คอยทำให้รู้สึกดีใจเวลาเจอ
ไว้ไปเดินเล่นและอยู่ใกล้ๆ เวลาอยู่ด้วยกันในบ้าน
อย่างที่เห็นได้ชัดเจนจาก Mission Ridge, Billings, Montana ซึ่งเป็นที่พักอาศัยระดับ 5
ดาวของผู้เกษียณ ผู้ที่อยากอยู่เป็นชุมชน มีเงินหนาพอที่จะอยู่ และสามารถมีสัตว์เลี้ยงไว้ดูแลกันได้
ระหว่างที่อยู่นั้น
มีน้องหมา Emma หัวใจวายตายในอ้อมแขนของเจ้านาย ฉันได้โอกาสสังเกตและเรียนรู้การสนองตอบต่อความเศร้าโศกนั้นอย่างใกล้ชิด
ทันทีที่ Amy เพื่อนของฉันเห็นเจ้าของ Emma เดินมา เธอก็รี่เข้าไปกอดและแสดงความเสียใจ ทั้งคู่น้ำตาคลอหน่วย
ฉันรู้สึกเลยว่า เจ้าของผูกพันมากแค่ไหนและคงไม่ง่ายที่จะหายเศร้าได้ง่าย
เพราะมีน้อง Emma ไปไหนไปกัน ทั้งยังต้องคิดให้รอบว่าถ้าจะมีน้องหมาตัวใหม่จะดูแลกันยังไง ถ้าเกิดเจ้าของจากไปก่อน เพื่อนฉันเล่าว่า เจ้าของ Emma เคยบอกว่าถ้าเขาเป็นอะไรไป ขอให้Amy จะรับ Emma
ไปเลี้ยงได้มั้ย ความรับผิดชอบที่ Linda บอกมันต้องสูงมากจริงๆ
Amy คงจะรัก Emma มากเช่นกัน ตอนเราไปซื้อของ ก็เลยได้การ์ดมา 1 ใบไว้เขียนไปปลอบใจเจ้าของ
Emma อีกด้วย
ชีวิตของผู้ใหญ่ที่มีสัตว์เลี้ยงจึงต้องจบและจากกันไปข้างแบบนี้แหละ
‘2 เรื่องว๊าวของน้องหมา’
Heidi
ทำให้รู้จักการดูแลสัตว์เลี้ยง 2-3 เรื่อง อย่างแรก
จากประสบการณ์ของตนเองที่เป็น Petsitter ที่ดูแลน้องหมาเป็นหลัก
เลยรู้ว่า ความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยงของคนที่มีอันจะกิน ทำให้ต้องจ้าง
Heidi เป็นประจำ และจะกลับไปรับกลับทันทีที่เสร็จธุระ
ฉันมีโอกาสนั่งรถชมเมืองอยู่วันนึง เลยผ่านบ้านเจ้าของน้องหมาที่ใหญ่น่าอยู่
ที่น่าตื่นตาตื่นใจ คือเห็นด้านนอกของ ‘คฤหาสน์ของน้องหมา’ ที่สร้างไว้ใกล้ ๆ กันด้วย
อีกเรื่องที่
Heidi
ทำให้รู้จักคือ ‘Therapy Dog’ เรื่องมีอยู่ว่า
วันนึงเราไปกินข้าวกัน แล้วเจอเพื่อนของ Heidi ที่นั่น
เมื่อแนะนำ Ed ให้รู้จักแล้ว ฉันพลอยได้รู้จัก ‘Max’ ในฐานะที่เป็น ‘Therapy Dog’ ที่จะไปตามบ้าน/สถานที่ต่าง
ๆ เพื่อให้คนได้เล่นกับ Max ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข
ตอนฟัง Heidi และ Amy เล่า
ฉันก็ฟังอย่างตั้งใจ แต่ไม่ซึ้งเท่าตอนเห็นหน้า Max พอเห็นปุ๊บ
ถึงบางอ้อเลยค่ะว่า อ๋อ! หน้ารับแขกอย่างนี้นี่เองที่ทำให้คนชอบตั้งแต่แรกเห็น
ว๊าว! ว๊าว!
ฝรั่ง ‘บ่น’
ไปอเมริกาครั้งนี้ ความที่อยู่นานและเปลี่ยนไปตามสถานที่ต่างๆ
พบเพื่อนฝูงมากหน้าหลายตาทำให้ได้พูดคุยอย่างลึกซึ้งมากกว่าการถามไถ่สุขทุกข์แบบที่เคยเป็นมา
เลยมีเรื่องราวที่น่าสนใจเก็บไว้คิดและขยายต่อ
มีหลายเรื่องที่ฝรั่ง
‘บ่น’ ทั้งคล้ายและต่างจากบ้านเรา
· เด็กรุ่นใหม่สนใจแต่มือถือ
ไม่พูดคุยกันแม้จะเป็นเวลาที่ออกนอกบ้านไปกันข้าวด้วยกัน
· คนสมัยนี้ไม่ค่อยมีน้ำใจเลย
· รัฐบาลนี้ดีกว่ารัฐบาลโน้น รัฐบาลโน้นไม่โกหกประชาชน ฯลฯ
· สมควรแก่เวลาที่จะพัฒนา/ยกเครื่องสาธารณูปโภคชุดใหญ่เพราะใช้งานมานานหลายทศวรรษและเริ่มไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ
· ฉันต้องรีบจัดการส่งจดหมายเพื่อรักษาสิทธิ์การเลือกตั้ง
จะได้มีคนที่เราหมายตาไว้เข้าไปช่วยบริหารบ้านเมือง
ไม่ว่า
ฝรั่งหรือไทย ‘บ่น’ ก็ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก
แต่ความกระตือรือร้นกับเรื่องของส่วนร่วม เราดูน้อยกว่ามากไปหน่อยแฮะ!
ครั้งแรกที่พลาดเที่ยวบินอย่างจัง
เพิ่งร่างข้อความที่จะขอบคุณน้องจิ๊บจ้อยที่ช่วยจัดการจองการเดินทางในประเทศสหรัฐอย่างเรียบร้อย โดยใช้ว่า ‘Perfectly managed’ เพราะน้องเผื่อเวลาให้รอเที่ยวบิน ANA ที่ Seattle
ถึง 5 ชั่วโมง ที่ไหนได้...
นั่ง Alaska Airlines ครั้งแรกและรู้สึกขอบคุณสุดๆ
ที่เจ้าหน้าที่สายการบินจัดการ Check through
ไปถึงกรุงเทพฯ พอ delay เพราะมีหมอกจัดที่สนามบิน Seattle ทำให้ไม่สามารถร่อนลงได้ วนอยู่บนอากาศจนมีน้ำมันไม่พอต้องไปจอดรอที่
Pasco ทำไปทำมา กว่าจะได้ขึ้นเครื่องอีกทีก็เกือบบ่ายโมงแล้ว
หมดสิทธิ์ต่อเครื่อง ANA แถมยังต้องนั่งคิดว่าจะจัดการชีวิตยังไง
โดยต้องกลับไปดูว่าประกันสุขภาพและการเดินทางต้องมีหลักฐานอะไรบ้างด้วย
โชคดีมากๆ
ที่ไม่มีนัดอะไรเลย delay ก็ delay ต้องรอ ANA วันต่อไป ต้องรอก็รอไป ได้เรียนรู้ไปอีกแบบ
อย่างยังไม่รู้อนาคต!
แล้วอนาคตที่กลายเป็นปัจจุบัน ฉันเดินท่อมๆ ไป ANA เพื่อจะติดต่อเรื่องกระเป๋าแล้ว เพื่อนอเมริกันก็บอกว่า อย่าลืมติดต่อ Alaska
Airlines ก่อนลืม เลยได้ฤกษ์เดินกลับไปที่ Customer Service เพื่อถามกระเป๋าที่Check through ไปกรุงเทพฯ (แม๊! ตอนแรกดีใจมากที่ Alaska Airlines check
throughให้ได้ ตอนนั้นกลับคิดว่า ไม่น่าเลย เพราะว่ามันยุ่งนะเนี่ย!
แต่สุดท้ายท้ายสุด กลับเป็นคุณอย่างยิ่ง) เอาเป็นว่า
กว่าจะจัดการทุกอย่างได้อย่างลงตัวต้องเดินประมาณ 1 ชั่วโมง
ขึ้นลงบันไดเลื่อนไปกับลิฟท์ตัวนั้นตัวนี้หลายรอบ ขึ้นรถไฟภายในสนามบินไปจุดต่างๆ
คุยกับคนแต่ละจุดก็พูดไม่เหมือนกัน (แต่ฟังน่าเชื่อถือ)
ขณะที่เดินหา
ถามไปเรื่อย ก็รู้สึกว่า เรากำลังจนตรอกหรือเปล่า ใจก็คิดว่า
‘ให้รู้กันไปว่าทำไม่ได้’
จุดที่ทำให้คลี่คลาย คือ การหาสำนักงานของ ANA เจอ
ดูเหมือนว่า จุดนั้น ทำให้ตอบโจทย์ได้เกือบหมด
รู้ว่าไม่ต้องไปตามกระเป๋าให้เหนื่อย ANA ต้องมีอยู่แล้ว
(ท่าทางยืนยันและเชื่อมั่น!) แล้วก็ rebook กลับบ้านให้ เหมือนสวรรค์.... เลิกตามเลิกห่วงกระเป๋าอยู่กับ ANA แล้ว (ตามที่ยืนยันแข็งขัน) แถมเจ้าหน้าที่ Rebook ตั๋วกลับให้เรียบร้อยเลยขึ้น
shuttle ไปโรงแรมที่ Alaska Airlines ให้ไว้อย่างโล่งใจ
(ระดับหนึ่ง) ได้อาศัยน้องๆ ทางกรุงเทพฯ ถามดูว่า Rebook จริงมั้ย
เพราะ check-in ได้แค่ถึงนาริตะ
เย็นนั้นโทรตามเรื่องประกันเดินทางเพื่อเบิกอะไรได้บ้าง
ไม่ค่อยรู้สึกว่า ดีเท่าไหร่ ดูเบิกไม่ง่ายและยุบยิบไปหมด แต่เราก็ไม่ได้ต้องการเบิกอะไรมากนัก รู้แต่ว่า เราต้องจัดการเองให้ได้
โดยตื่นเช้าโทรหา Alaska Airlines ให้ยืนยันการ Delay
และพร้อมไปสนามบินให้ช่วยตามกระเป๋าและเที่ยวบินจากนาริตะ
ถึงเคาน์เตอร์เป็นคนที่ 3 พอถึงคิว นึกขำในใจว่า
คนที่นั่นจำเราได้หลายคน และทักทายอย่างอบอุ่น ถามไถ่ทุกเรื่องที่ค้างคาเสร็จกระบวนการแล้ว
ฉันก็เดินจากเคาน์เตอร์ตัวปลิว
ชอบ
ANA
ค่ะ!
ทริปที่ประทับใจ
เมื่อเริ่มวางแผนจากคำพูดของเพื่อน
ก็คิดไปถึงว่า
โอกาสที่เราจะเดินทางคนเดียวในขณะที่ยังมีกำลังวังชาและมีความสามารถโดยมีขีดจำกัดที่ไม่มากจนเกินไป
น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ทำให้ได้หลายประสงค์ ลึก ๆ อีกส่วนหนึ่ง ก็อยากท้าทายตนเองที่จะเดินทางคนเดียว
ปรากฏว่า ได้อยู่เองคนเดียวแค่วันเดียวและช่วงการเดินทางระหว่างประเทศเท่านั้น
ตลอดทริป
เจอเพื่อน น้อง ๆ และเรื่องราวที่เพิ่มรอยหยักในสมอง เพิ่มการอยากเรียนรู้
และเพิ่มความทรงจำดี ๆ
ทำให้ทุกครั้งที่มองย้อนไป
ดีใจจังที่ได้ไป!