วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2565

Keynote I enjoyed very much

Good Monday ka, everyone. It was one of the very few weeks that I eagerly wished I had time and focus to write an egroup message to you. This was right after I've moderated a session for EdPEx's keynote session by Khun Tonson (คุณต้นสน) Dr. Santitarn Sathirathai on the topic of, 'New Chapter of Excellence in Higher Education'. His 45-minute session was filled with data-driven key messages about the world and its future plus what is left for our universities to do ka. With her permission, I've copied the summary Dr. Romyen has nicely captured for you all below to read na ka. On my end, I wish to share what marked highly delightful impressions on me ka: 1. We didn't know each other and through my network (thanks to Nong Ada from Taejai.com), Khun Tonson accepted to be our keynote with only several questions raised like the participants, length and the language of the talk ka. 2. I was glad to see him smile, noting my brief introduction about him was unexpected especailly when mentioning about his own phrase of 'going for metaverse without holding tight to retroverse' said in Standard Economic Forum last November ka. 3. Having followed his discussions from a few different channels plus from reading his 2 books (The Futuration and The Great Remake), I like him even more because his talk shared showed his deeper thought and sharing than what has been written in his recent book, especially to focus on the key points about the role of our universities...what sure worries many of us now na ka. Brielfy, he wishes our universities to do what others can't which he coined as 'SAFE'... places for 'Soul searching' to know who they actually are and what they can do better , 'Accepting diversity' to lead to creativity, 'Empathy' to work and live in harmony across generations and cultures, and 'Failure'...where learners feel safe to try and fail. He also mentioned Life skills ....a must for us and our younger gens in the world of physical and virtual.....this term sure struck my heart ka. I sure hope for us all to stay as humans and more humanistic in the era of AI and metaverse na ka. I think of two tough questions are: - How could our universities to search their souls to identify their own capabilities? Starting from following guided questions under EdPEx's Organizational Profile -- OP mai ka? - How would our universities design in such a way that not only do technical and soft skills get focused, but also life skills for life in harmony? 3. I learned from how he crafted his talk by looking from 3 different lens, namely, as an economist who looks into the future (Love futurists kaaa!), as an employer working at the SEA Group that includes Shopee, and as one staying in Singapore with its close public and private collaboration. It tells us clearly about our future world, what's needed, and how to proceed ka....one complete loop of learning dee ka. In addition, his touch on 'leadership' and 'diversity' was precious ka....we need to pay closer and harder attention to the two ka. 4. There were a few remarks about him/his talk that I couldn't agree more ka. They were: - His talk 'กระชาก' --powerful speech to hit one hard. - So good to have a younger guest as our keynote (Finally, we could jump across the traditional wall of welcoming only seniors with high positions kaa!) - He was so humble. (Smart and secure leaders tend to be so mai ka?) We chatted briefly after the session and he said he too learned from this session. - He was authentic. ( When asked unexpectedly what would be his one key takeaway message, he stopped for a short while to think about it seriously ka.) His answer was what he quoted in his book, 'ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนขึ้นจากอนาคตที่เราเลือกเดิน' -- History will be written from the future paths we have chosen to take. One funny thing about my being so analog kaa......Dr. Romyen told me that after the session was over, I said, 'Thank God, it's done ดีเนอะ' OMG! totally relieved without thinking my mic. was on kaaa! For those of you who're interested to get to see the vdo, please email to let me know....it's on request without further sharing on social media and with credits to him too na ka. Happy Chinese New Year ka! Enjoy reading the excellent one-page summary by Ajarn Romyen na ka: Knowledge maximisation — The Great Remake คุณสันติธาร เสถียรไทย การมาทำงานที่ SEAMEO RIHED สิ่งหนึ่งที่ชวนกันทำภายในเสมอคือการทำให้องค์กรเราเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง เราสร้างวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยน และแบ่งปัน ตั้งแต่แบ่งปันว่าเราไปอ่านอะไร เจออะไร เราไปประสบอะไรเรียนรู้อะไร ส่วนหนึ่งก็คือเราจะได้สังเคราะห์สิ่งที่เราเรียนแล้วทำให้มันมีประโยขน์มากกว่าที่มันนั่งอยู่ในใจเรา เป้าหมายที่สุดคือเพื่อเราจะได้คุ้นชินกับการทำให้ความรู้หรือประสบการณ์ถูกนำไปใช้ให้ได้เต็มที่ที่สุด วันนี้ ได้มีโอกาสเข้าฟังการบรรยายของคุณสันติธาร เสถียรไทย ผู้แต่งหนังสือ The Great Remake เราได้หนังสือนี้มาจากกัลยาณมิตรตลอดกาล “พี่ทิพย์” ที่ว่ากัลยาณมิตรตลอดกาลก็เพราะพี่ทิพย์ชวนไปทำอะไรดีๆ มีประโยชน์ และสนุกเสมอ ทุกๆ อย่างที่ทำก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้ตัวเองไปด้วย อ่านหนังสือของคุณสันติธารแล้ว ก็ได้แบ่งปันกับเพื่อนๆ เพราะซื้อมาติดร้าน Bookcase ไว้อีก 2 เล่ม พร้อมกับพยายามโฆษณาให้เพื่อนยืมไปอ่าน มันเป็นหนังสือที่มองโลก มองอนาคต และสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง remake อย่างไร remake ที่ว่านี่คือต้องสร้างใหม่ เหมือนหนังแหล่ะค่ะ ต้องสร้างให้มันทันสมัย วันนี้ที่ดร.สันติธารบรรยาย เนื้อหาก็มาจากหนังสือเล่มนี้ ดังนั้น จะขอเล่าแค่ย่อๆ นะคะ คุณสันติธาร ออกตัวเลยว่าที่พูดวันนี้มองมาจาก 3 มุม คือ มุมมองที่ว่า หนึ่งโลกเปลี่ยน มหาวิทยาลัยควรจะเปลี่ยนอย่างไร เพื่อสร้างคนสู่โลกใหม่ สอง มองจากมุมของผู้จ้างงาน เพราะปัจจุบันทำงานอยู่กับบริษัท Sea เป็นบริษัทแม่ของ Shopee และบริษัทการเงินอีกหลายบริษัท มุมมองนี้จะชี้ให้เห็นว่าต้องการคนแบบไหน และ สาม การที่อยู่อาศัยที่สิงคโปร์ อยากแบ่งปันมุมมองตามสังเกตุว่าสิงคโปร์เตรียมคนของเขาผ่านระบบการศึกษาอย่างไร คร่าวๆ คือมีการทดลองปรับปรุงตลอดเวลา และทำงานใกล้ชิดกับเอกชน วันนี้ การพูดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง Rethink, Reimagine, Remake Rethink คือโลกถูกผลักให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างไร ซึ่งสรุปได้เป็น 6 Ds คือ De globalization, Divided, Debt, Degradation of environment, Divergence and Digital divide Reimagine คือ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่เราสร้างไม่ได้เหมาะกับโลกแห่งอนาคต เช่น ในกรณีของประเทศไทย เราพึ่งพาการท่องเที่ยวมาก GDP ของเรา 20 เปอร์เซ็นต์มาจากการท่องเที่ยวและบริการ แต่คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ถูกสร้างมาเพื่อการท่องเที่ยวรูปแบบเดิม เราจะสร้างคนสู่อนาคตการท่องเที่ยวแบบใหม่ Workation ไปทำงานและไปเที่ยว อยู่นานๆ เป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เราจะเตรียมคนของเราให้พร้อมได้อย่างไร สังเคราะห์ความคิดรวบยอด คุณสันติธาร สรุป 4 ทักษะหรือ mindset สำคัญ ได้แก่ 1. digital skills 2. Creativity 3. Growth mindset (อันนี้สำคัญที่สุด เพราะมันจะทำให้คนเราล้มเร็วลุกไว หรือ resilient) และ 4. Leadership ในส่วนของ Remake คุณสันติธารมองว่า มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาเผชิญข้อท้าทายรอบด้าน ในฝั่ง demand ผู้เรียนก็เรียกร้องมากยิ่งขึ้นให้การเรียนมีลักษณะเฉพาะตามความต้องการมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ฝั่ง supply ปัจจุบันก็มีคนเข้ามาเสนอความรู้ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัย คำถามคือแล้วมหาวิทยาลัยควรจะต้องทำอย่างไร หลักคิดคือ มหาวิทยาลัยต้องคิดทำอะไรที่คนอื่นทำได้ไม่ดีเท่ามหาวิทยาลัย จะทำเช่นนั้นได้ต้อง 1. Soul Searching คือต้องไปทบทวนว่า ตัวตนของมหาวิทยาลัยคืออะไร เราทำอะไรได้ดีกว่าคนอื่น หาตัวเองให้เจอ แล้วจินตนาการว่าเราจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกๆ คนได้อย่างไร 2. Accepting diversity การยอมรับความหลากหลาย เป็นต้นสายธารของการสร้างสรรค์ที่กำลังจะตามมา ดังนั้น ในมหาวิทยาลัย เราอาจจะต้องเลิกคิดการเรียนแบบแยกสาขาวิชา แต่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายเพื่อให้เกิดทักษะในการสร้างสรรค์ และหาทางออกใหม่ๆ 3. Empathy ซึ่งไม่ใช่แค่ Sympathy Sympathy คือความเห็นอกเห็นใจ แต่หากว่าเรามี Empathy แปลว่าเรามีความเข้าใจ หรือความพยายามที่จะเข้าใจว่า ทำไมคนๆ หนึ่งจึงทำหรือคิดเช่นนั้น อันนี้เป็นส่วนสำคัญมากในการเป็นผู้นำ การที่เราให้ Empathy เราก็มักจะได้ Empathy กลับมาด้วย ในการทำงานข้ามรุ่น ข้ามวัฒนธรรม หรือการเป็นผู้นำจำเป็นต้องมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ดังนั้น มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่สอนสร้าง Empathy ซึ่งอาจทำได้โดยทำตัวเองเป็นพื้นที่ให้คนหลากหลายมาทำงานเพื่อให้เรียนรู้เรื่อง Empathy ร่วมกัน 4. Failure คือการที่มหาวิทยาลัยทำตัวเป็นพื้นที่ทดลองที่สามารถลองและล้มได้ ล้มเพื่อจะเรียนรู้ ว่าจะพูดสั้นๆ เลยยาวเลยค่ะ แต่เราว่าถ้าอยากจุใจ หาหนังสือมาอ่านนะคะ คราวนี้ ถึงสิ่งที่ประทับใจนะคะ ระหว่างของการพูด คุณสันติธาร ผู้ซึ่งเป็น great story teller (เค้าว่ากันว่าผู้นำที่ดีเป็นผู้ที่สามารถเล่าเรื่องได้ดี) เล่าหลายเรื่องเลยค่ะ อยากหยิบมาเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ นะคะ 1. คุณสันติธารพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่อ่าน “Hit Refresh” เขียนโดย Satya Nadella ผู้ที่พลิกฟื้น Microsoft มารุ่งเรืองอีกครั้ง ว่ากันว่าคำถามสำคัญที่ Microsoft ถามตัวเองคือ จิตวิญญาณ หรือ Soul ของ Microsoft คืออะไร สมกับชื่อรองหนังสือ “The Quest to Rediscover Microsoft’s Soul and Imagine a Better Future for Everyone.” จำได้ว่าเคยไปพูดให้ผู้บริหารการศึกษามาเลเซียฟัง เราพูดคำนี้เลยว่าก่อนอื่น ณ ขณะนี้ เราต้องถามตัวเราเองให้ชัดๆ ว่า เราทำการศึกษาอุดมศึกาาไปทำไมกัน ในอดีตอาจจะทำไปเพราะป้อนคนสู่ตลาดแรงงาน บ้างก็ทำไปเพื่อการพัฒนามนุษย์และสิทธิมนุษยชน ตอนนี้คงต้องถามคำถามนี้อีกทีและหาคำตอบที่หนักแน่นก่อนจะเดินต่อ 2. เรื่องที่สองที่เล่าคือ คุณสันติธารเอาภาพๆ หนึ่งฉายขึ้น ppt เป็นรูปผู้ชาย 4 คน และเล่าว่า ภาพนี้ถ่ายที่ World Economic Forum ที่ Davos ได้มีโอกาสไปเข้าร่วม 2 ในสามคือนักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษ Joseph Stieglitz และอีกคนคือนักฟิสิกส์ รางวัลโนเบล สามคนนี้ก็แลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างมีอารมณ์ขัน จนกระทั่งคนหนึ่งพูดมาว่า “Sometimes you can innovate precisely because you are not an expert” สิ่งที่พยายามสื่อคือ บางทีการที่จะสร้างสรรค์และคิดนอกกรอบจนได้มาซึ่งนวัตกรรมอาจจะต้องอาศัยคนที่หลากหลายมาอยู่ด้วยกัน จึงจะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ 3. ในประเทศสแกนดิเนเวีย มีพิพิธภัณฑ์ความล้มเหลวด้านนวัตกรรม เราชอบไอเดียพิพิธภัณฑ์นี้มาก เพราะคนมักจะให้ค่ากับการประสบความสำเร็จ จนลืมไปว่าเพราะเราล้ม เราถึงรู้ว่าวิธีนี้มันไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ทั้งหมด เพราะเราล้ม เราจึงได้ไปต่อนะ 4. ส่วนสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือ คุณสันติธารพูดถึง leadership ว่า มันไม่มีคำนิยามที่เป็น hard definition อีกต่อไป มันขึ้นกับอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ในกรณีที่เกิดเหตุการฉุกเฉิน เราคงไม่มานั่งใช้การนำแบบล่างขึ้นบน เพราะคงไม่ทันการ เป็นต้น แต่ใช่ว่าการนำแบบนี้จะเหมาะสมกับทุกกรณี มหาวิทยาลัยอาจจะเป็นความหวัง ความหวังที่จะทำหลายอย่างที่คนอื่นทำไม่ได้ เราอาจจะต้องคิดถึงลูกศิษย์ของเราว่าเขาจะมีทักษะการใช้ชีวิตในโลกอนาคตได้อย่างไร สอนหรือบ่มเพาะอะไรที่มันไม่ได้อยู่ในตำรา และอาจจะสอนตามระบบกันได้ยาก เราอาจจะต้องกลับไปข้อ 1 แล้ว Hit Refresh อย่างจริงจัง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น