พรทิพย์ กาญจนนิยต[2]
“คุณครับ ขออนุญาตตรวจกระเป๋าด้วยครับ”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขอตรวจกระเป๋าถือของดิฉัน ขณะใช้ไฟฉายส่องพร้อมกวาดตามองข้างในอย่างรวดเร็ว
“ไม่ทราบว่าตรวจดูอะไรหรือคะ”
ดิฉันเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง
“เอ่อ หัวหน้าสั่งให้ผมเช็คกระเป๋าทุกคนน่ะครับ”
คำตอบนี้ทำให้ดิฉันค่อนข้างตกใจ เลยทำให้ต้องลองถามคำถามเดียวกันนี้
กับเข้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนอื่น ๆ ในที่อื่น ๆ ดูบ้าง แม้ว่าปัจจุบัน เราจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดรอบคอบขึ้นมาก
แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนยังไม่รู้ว่าพวกเขากำลังมองหาอะไรกันแน่
และยิ่งไม่รู้หนักเข้าไปอีกว่า วิธีตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
ภารกิจก็แค่ เปิดกระเป๋า โบกไฟฉายไปมา และผ่าน! แค่นั้นเอง เป็นการเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจที่ไม่บรรลุพันธกิจตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง!
สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งก็ทำงานคล้ายกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
เพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ เพียงทำแค่ตาม “คำสั่ง” ปัจจุบันนี้ สถาบันอุดมศึกษาไทยทุกแห่งมีอิสระในการเลือกใช้ระบบประกันคุณภาพเองได้
ไม่ว่าจะเป็น IQA
(Internal Quality Assurance ที่พัฒนาโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา)
หรือ EdPEx (Education Criteria for Performance Excellence) แต่ความเคยชินเก่า ๆ ที่ถูกหล่อหลอมมาเกือบ 2 ทศวรรษอันเป็นผลจากการบังคับใช้
IQA ก็ทำให้ความคิดและพฤติกรรมเสมือนได้ถูกตั้งโปรแกรมไว้เรียบร้อยแล้ว
เกิดเป็นคุณภาพกลวง ๆ ดังเช่น เมื่อถูกถามถึงข้อกำหนดต่างๆ
สถาบันจำนวนมากยังคงตอบว่า “มี! เราก็ทำแล้วเหมือนกัน!”
เอาล่ะ เราคงต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น
อะไรคือความหมายที่แท้จริงของ “คุณภาพ”
ในวงการการศึกษา “คุณภาพ” แปลว่าอะไรได้บ้าง
หมายถึงการที่นักศึกษาและบัณฑิตของเรา สามารถจะพัฒนาให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่รอดในศตวรรษที่
21
และชีวิตนี้สามารถทำงานได้มากกว่าหนึ่งประเภทใช่หรือไม่
คือการที่อาจารย์มีความสามารถในการถ่ายทอดบทเรียนที่เหมาะสม
และนักศึกษาก็ได้รับการพัฒนาทักษะที่ถูกต้องใช่หรือไม่
เป้าหมายที่เราต้องการไปให้ถึงนั้นชัดเจนหรือยัง
ตัวชี้วัดที่กำหนดมาให้เรานั้นคุ้มค่าแก่การลงทุนลงแรงหรือไม่
เพราะอะไร
กระบวนการใดสำคัญที่สุดที่ต้องมีต้องนำมาใช้
มีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือไม่ เพราะอะไร
มีวิธีอะไรที่จะทำให้เรามั่นใจว่า ผู้บริหารระดับสูงและอาจารย์รู้ซึ้งว่าอะไรคือหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง
และจะทำหน้าที่นั้นให้ดีได้อย่างไร
ยังคงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย
น่าเสียดายที่หลายคำถามยังไม่มีคำตอบ ในบางกรณี คำตอบที่ได้ยิ่งทำให้เกิดความสับสน
สร้างความเครียด และเพิ่มงานเอกสารหนักเข้าไปอีก
โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันอยากเห็นสิ่งต่อไปนี้
·
ถอยไปก้าวหนึ่งเพื่อคิดวิเคราะห์ถึงความหมายที่แท้จริงของ
“คุณภาพ”
–
สร้างความเข้าใจกันอีกรอบว่าอะไรจะเหมาะกับประเทศ สถาบัน และบริบทท้องถิ่นของเรามากที่สุด
โดยคำนึงถึงบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา
·
ถามตนเองว่า “ทำไม” เราถึงต้องมีระบบประกันคุณภาพ – เพื่อให้แน่ใจว่าระบบอะไรก็แล้วแต่ที่ถูกเสนอ/บังคับใช้
จะช่วยให้เราตรวจสอบตัวเองว่าพัฒนาไปได้ถึงระดับใดแล้ว ซึ่งคำถามประเภท “ทำไม”
นี้จะต้องครอบคลุมเรื่องหลัก ๆ เช่น “ทำไมเราต้องมี IQA และ EQA”
“ทำไมการแข่งขันเพื่อจัดอันดับถึงสำคัญ”
“ทำไมเราต้องแข่งเพื่อให้ติดอันดับ” “ทำไมเราถึงจะไม่รอดและไม่รุ่งถ้ามี/ไม่มีการจัดอันดับ”
·
มีความเชื่อเรื่องอิสระในการบริหารจัดการและเสรีภาพทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา– การมีระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐ โดยหน่วยงานรัฐควรจะเป็นผู้ให้นโยบาย
คำแนะนำ และทรัพยากร การที่สถาบันมีอิสระในการเลือกสิ่งที่ดีทีสุดน่าจะกระตุ้นให้เกิดคิดเพื่อพัฒนาตนเอง
กำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการทำเนินการโดยไม่ไปเสียเวลา
เสียพลังงานตอบโจทย์ตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดโดยคนอื่น ซึ่งอาจแทบจะไม่มีประโยชน์ต่อการเติบโตของสถาบันของตนเลย
หน่วยงานรัฐ
ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ/สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(สมศ) รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของสถาบันทั้งระดับอุดมศึกษาและระดับพื้นฐาน
ต้องร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญและทางเลือกในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดคุณภาพการศึกษาในภาพรวมทุกระดับและทุกประเภท
·
เอาจริงเรื่องคุณภาพโดยไม่เทน้ำหนักให้กับตัวชี้วัดที่ถูกกำหนดมา –
สถาบัน/คณะ/สาขาส่วนใหญ่ต้องมีอิสระในการคิดหากลยุทธ์ของตัวเอง มีแผนปฏิบัติการที่ตอบสนองสอดคล้องกับบริบทของตัวเองที่สุด
...อันเป็นสิ่งที่หน่วยงานรัฐรู้น้อยกว่าสถาบันแต่ละแห่งอย่างมาก
·
ชื่นชมกระบวนการที่ทำและยอมรับผลที่ได้เพื่อการเรียนรู้สูงสุด –
ทุกคนจะต้องเข้าใจว่าผลที่ได้ล้วนเกิดจากสิ่งที่เราได้ทำลงไป
ไม่ว่าผลจะออกมาน่าพอใจหรือไม่ สถาบันจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ยอมรับผลที่ลงแรงไว้
เพราะการยอมรับเช่นนี้จะช่วยให้เราเจาะลึกถึงต้นตอปัญหาเพื่อการพัฒนา
โดยอาจเปลี่ยนแปลงกระบวนการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ
·
ดึงนักศึกษามามีส่วนร่วม –
จำไว้ว่าท้ายสุดแล้วคุณภาพของนักศึกษาและบัณฑิตไทยสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็น IQA หรือ EQA
ก็มักจะเป็นการกำหนดจากบนลงล่าง คล้ายกับพ่อแม่ที่ฉลาดและแสนดี ที่อาจจะคิดว่าตนเองรู้และทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก
แต่นักศึกษาเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมแบบของพวกเขา และมีชีวิตที่แตกต่างจากพวกเรา ความสำเร็จของเราที่จริงคือการเห็นพวกเขาสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่
ๆ ได้ และมีชีวิตที่มีความสุขอย่างมีความหมาย
การประกันคุณภาพเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันจบสิ้น
เพราะเรามุ่งมั่นสู่สิ่งที่ดีกว่าอยู่ตลอดเวลา ตัวชี้วัดก็เป็นผลมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของเราและทิศทางกลยุทธ์ที่เราตั้งไว้
เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมสามารถวัดผลลัพท์และผลกระทบที่ต้องการได้
ทุกขั้นตอนจะต้องเป็นระบบและดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมทั้งระดับใหญ่และระดับย่อย
ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความพยายามทั้งหลาย จะสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันตามแนวทางวิสัยทัศน์ของสถาบัน
ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ นี้
เราไม่อาจหลับหูหลับตา ทำตามตัวชี้วัดโดยไม่ตรึกตรองอย่างรอบคอบ
ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ นี้ คุณภาพกลวง ๆ
จะต้องถูกขจัดให้สิ้นซาก
“คุณครับ ขออนุญาตตรวจกระเป๋าด้วยครับ”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขอให้ดิฉันเปิดกระเป๋าตรวจขณะใช้ไฟฉายส่องพร้อมกวาดตามองข้างในอย่างรวดเร็ว
“ไม่ทราบว่าตรวจดูอะไรหรือคะ”
ดิฉันเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง
“อาวุธครับ
ขออภัยที่ต้องให้เสียเวลานะครับ เราต้องมั่นใจว่าทุกคนจะปลอดภัย ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ”
จริงอย่างที่อริสโตเติลเคยกล่าวไว้ “คุณภาพไม่ใช่การกระทำ
แต่เป็นนิสัย” มาปลูกฝังนิสัยรักคุณภาพให้ทุกคนทุกที่กันเถอะค่ะ!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น